Battle Royale: แนวเกมนี้ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมมันถึงยังครองความนิยม

Free Fire และ Fortnite สองเกมในเครือข่ายของเรา อยู่ในแนวเกมที่เพิ่งกลายเป็น "เกมยักษ์ใหญ่" เมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง แต่รากเหง้าของ battle royale นั้นเก่าแก่กว่าที่หลายคนคิด
จากภาพยนตร์ญี่ปุ่นสู่มอดของเกม
คำว่า "battle royale" มาจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale (2000) ที่เล่าเรื่องนักเรียนที่ถูกบังคับให้ต่อสู้กันจนเหลือรอดเพียงคนเดียว กลไกของเกม ผู้เล่นจำนวนมาก พื้นที่ที่หดตัวลงเรื่อยๆ ผู้ชนะมีเพียงหนึ่งเดียว ปรากฏขึ้นครั้งแรกในรูปแบบมอดของ ARMA 2 และ ARMA 3 ที่สร้างโดย Brendan Greene (หรือที่รู้จักกันในชื่อ "PlayerUnknown") ก่อนจะกลายเป็นเกมเดี่ยวอย่าง PlayerUnknown's Battlegrounds (PUBG) ในปี 2017
การระเบิดความนิยมของแนวเกมนี้
ความสำเร็จของ PUBG เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็น Fortnite Battle Royale (เปิดตัวเป็นโหมดฟรีในปี 2017) ที่ดันให้แนวเกมนี้กลายเป็นกระแสหลัก ด้วยการผสมผสานสูตรสำเร็จเข้ากับการสร้างสิ่งปลูกสร้างและความเป็นกันเองที่มากขึ้น เกมมือถืออย่าง Free Fire (2017) นำแนวเกมนี้มาสู่มือถือที่มีทรัพยากรจำกัดกว่า ขยายฐานผู้เล่นในตลาดที่ PC/คอนโซลระดับสูงเข้าถึงได้ยาก
ทำไมสูตรสำเร็จนี้ถึงยังใช้ได้ผลอยู่
- ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ: พื้นที่ที่หดตัวลงบังคับให้เกิดการเผชิญหน้า ทำให้ไม่มีแมตช์ไหน "หยุดนิ่ง"
- ทุกแมตช์เล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน แผนที่เดิมสร้างสถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณลงจอดตรงไหนและเจอใคร
- ใช้ได้ผลดีทั้งเล่นเดี่ยวและเล่นเป็นทีม ซึ่งขยายฐานผู้เล่นให้กว้างขึ้น
- รอบของแมตช์ค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับเกมมัลติเพลเยอร์แข่งขันอื่นๆ ทำให้ง่ายที่จะเล่น "อีกแค่รอบเดียว"
เกือบ 10 ปีหลัง PUBG แนวเกมนี้ยังคงพัฒนาตัวเองต่อไป ทั้งอีเวนต์สด ครอสโอเวอร์ โหมดใหม่ๆ ภายใน battle royale แบบคลาสสิก แต่สูตรพื้นฐานยังคงเป็นสูตรเดียวกับที่กลายเป็นกระแสไวรัลในปี 2017
